ต้นสายปลายทางธุรกิจแฟรนไชส์ไทย (ตอนที่ 1)

พัฒนาการของธุรกิจแฟรนไชส์ในประเทศไทยมีมาอย่างต่อเนื่องกว่า 30 ปี เริ่มจากการเข้ามาของแฟรนไชส์จากต่างประเทศ จากนั้นภาครัฐได้เข้ามามีบทบาทต่อการส่งเสริม นำโดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์  ซึ่งทำงานร่วมกับนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ  มาถึงปี 2563 กับอีกก้าวสำคัญของการคัดสรรผู้ประกอบการครั้งแรกของประเทศในงานประกวดรางวัลแฟรนไชส์ไทย ครั้งที่ 1 ประจำปี 2563 (Thailand Franchise Award : TFA 2020)

 

หนึ่งในผู้มีบทบาทสำคัญต่อการผลักดันธุรกิจแฟรนไชส์ในประเทศไทย คือ ดร.พีระพงษ์ กิติเวชโภคาวัฒน์ ได้รับเกียรติร่วมปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ต้นสายปลายทางธุรกิจแฟรนไชส์ไทย” เพื่อถ่ายทอดในฐานะนักวิชาการผู้ร่วมผลักดันมาตั้งแต่เริ่มต้นถึงพัฒนาการธุรกิจแฟรนไชส์ไทย  ซึ่งในปัจจุบันดร.พีระพงษ์ ยังคงมีบทบาทสำคัญในฐานะผู้เชี่ยวชาญธุรกิจค้าปลีกและแฟรนไชส์ชั้นนำของประเทศ  ทั้งนี้ ดร.พีระพงษ์ได้เน้นถึงพันธกิจตลอด 30 ปี ในแวดวงธุรกิจแฟรนไชส์ว่า เป็นการสร้างความเข้าใจระบบแฟรนไชส์  ด้วยคนทั่วไปอาจมองแฟรนไชส์ว่าเป็นกลยุทธ์ธุรกิจขยายสาขาเพื่อสร้างความมั่งคั่งกับตนเอง “แท้ที่จริงแล้วความหมายของธุรกิจแฟรนไชส์ไม่ใช่เพียงกลยุทธ์เพื่อการสร้างธุรกิจแต่เป็นกลยุทธ์ของการต่อยอดจากการที่ธุรกิจมีความเข้มแข็งก่อน” นอกจากนี้สิ่งที่ได้จากระบบธุรกิจแฟรนไชส์ คือ กระบวนการหรือวิธีคิดทางธุรกิจที่ผลักดันสังคม ที่จะช่วยส่งเสริมให้เกิด Entrepreneurship (ความเป็นผู้ประกอบการ) บนกระบวนการที่ลดความเสี่ยง

บทเรียนจากธุรกิจแฟรนไชส์ในประเทศอเมริกาที่ช่วยลดความเสี่ยงของธุรกิจ ซึ่งการดำเนินธุรกิจปกติทั่วไปที่มีสถิติบ่งบอกว่า ภายใน 3 ปี ผู้ประกอบการใหม่จะล้มเหลวถึงครึ่งหนึ่ง และไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 เมื่อผ่านไป 5 ปี นั่นหมายถึงโอกาสความสำเร็จของผู้ประกอบการใหม่มีเพียงร้อยละ 20 เมื่อเทียบการลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์ที่ถูกต้องจะลดความเสี่ยงเหลือเพียงร้อยละ 5 เท่านั้น

เพื่อให้เกิดความเข้าใจถึงพัฒนาการของธุรกิจแฟรนไชส์ในประเทศไทย ดร.พีระพงษ์ กิติเวชโภคาวัฒน์ ได้แบ่งพัฒนาการออกเป็น 3 ระยะ ดังรายละเอียด คือ

  • พัฒนาการธุรกิจแฟรนไชส์ยุคแรก (2520-2530)

ในช่วงเวลาดังกล่าวโอกาสการเป็นเจ้าของธุรกิจค่อนข้างยาก  การเข้ามาของระบบแฟรนไชส์ในประเทศไทยเริ่มต้นจากการ นำเข้าจากต่างประเทศของธุรกิจขนาดใหญ่ จากนั้นจึงเริ่มมีการเรียนรู้เพื่อถอดแบบ จะเป็นร้านค้าขนาดเล็กหรือที่เรียกว่า ธุรกิจไขอาชีพ ที่มีระดับต่ำกว่า 1 แสนบาท  (ปัจจุบันมีอัตราการขยายตัวในจำนวนที่ลดลง) โดยราวปี 2526 การพัฒนาเข้าสู่ระบบบิสิเนสฟอร์แมท ( Business Format ) เริ่มจากกลุ่มธุรกิจด้านอาหารและร้านค้าแบบมินิมาร์ท

ดร.พีระพงษ์ ยังได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมจากการปาฐกถาพิเศษว่า “คีย์สำคัญอยู่ที่ธุรกิจที่ถูกออกแบบบิสิเนสฟอร์แมท ( Business Format ) ต้องเข้าใจในเรื่องการขยายระบบสาขาซึ่งเป็นหัวใจของแฟรนไชส์”

  • พัฒนาการธุรกิจแฟรนไชส์ยุคที่ 2 (2530-2540)

ความคิดการประกอบธุรกิจในประเทศไทยเริ่มเปลี่ยน เป็นยุคของธุรกิจที่เรียกว่า Chain Store หรือ ระบบสาขา เป็นการชี้ให้เห็นถึงศักยภาพการรวมตัวของธุรกิจขนาดเล็ก เริ่มเกิดขึ้นเป็นที่มาของสภาวะที่เรียกว่า Economic of Scale ” เป็นการสร้างความได้เปรียบจากจำนวนที่มากพอต่อการต่อรองกับ Supplier ประกอบกับการเปลี่ยนวิธีการจัดจำหน่าย (Distribution) คือ การส่งต่อจากผู้ผลิตไปสู่ผู้บริโภคโดยมีร้านเป็น Value Chain เป็นการสร้างคุณค่าให้แก่ผู้บริโภคคนสุดท้าย  นับว่ายุคปีพ.ศ. 2530 เป็นยุคที่มีการเกิดขึ้นของห้างสรรพสินค้า (Department Store) กระจายตัวเป็นจำนวนมาก    ช่วงปีพ.ศ. 2530 นับว่าธุรกิจสาขามีการเติบโตแบบก้าวกระโดด นับว่าเป็น New Normal ของธุรกิจในยุคนั้น กับการค้ารูปแบบ Retail Business

พร้อมกันนี้ครึ่งหลังของช่วงที่ 2 ได้มีการนำเข้าธุรกิจแฟรนไชส์จากต่างประเทศเข้ามาเป็นจำนวนมาก เพื่อใช่เป็นแม่เหล็กดึงดูดให้ผับริโภคเข้ามาจับจ่ายในพื้นที่ของตนเอง  ซึ่งแฟรนไชส์นำเข้านั้นไม่ได้ก่อให้เกิดการผลักดันทางสังคม  ต่อมาดร.พีระพงษ์พร้อมกับทีมนักวิชาการอีก 2 ท่าน ได้เข้าไปพัฒนาระบบแฟรนไชส์ของยุคแรกๆธุรกิจในเครือเซ็นทรัล โดยย่อ Operation ของธุรกิจแฟรนไชส์ขนาดใหญ่ในห้างสรรพสินค้าให้มาเป็นร้านขนาดเล็กๆ สร้าง mini Mart หรือ Convenience Store คือ การที่จะทำให้ต้นน้ำถึงปลายน้ำเชื่อมโยงกันโดยระบบของร้านค้าขนาดเล็ก

ดร.พีระพงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านแฟรนไชส์ได้ย้ำว่าช่วงเริ่มต้นของยุคที่ 2 ราวปีพ.ศ. 2532 เศรษฐกิจของไทยเริ่มหดตัวลง  ธุรกิจค้าปลีกของไทยไม่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ เพราะยังไม่เข้าใจเรื่อง Modern Concept หรือ Vertical Distribution Concept ด้วยความเข้าใจที่ว่าความสามารถในการแข่งขันของระบบดังกล่าวเกิดจากเงินลงทุนที่มากกว่า  ทั้งที่จริงเป็นเรื่องของการออกแบบระบบโดยวางแนวทางธุรกิจให้เป็น Chain Store ในยุคที่ 2 ธุรกิจขนาดเล็กที่ถูกสร้างบิสิเนสฟอร์แมท (Business Format) ได้ดีเมื่อจะต้องเข้าไปในสู่ระบบ
แฟรนไชส์ จะต้องทำความเข้าใจในเรื่องการบริหารการทำธุรกิจแฟรนไชส์และการบริหารจัดการสาขาเขาทำกันอย่างไร

และนี่คือที่มาของ “Franchise”ซึ่งเป็นการก้าวเข้าสู่พัฒนาการธุรกิจแฟรนไชส์ยุคที่ 3 (ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2540) เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจค้าปลีกขนาดเล็กของไทย

  • พัฒนาการธุรกิจแฟรนไชส์ยุคที่ 3 (ตั้งแต่ 2540)

ตลาดของระบบแฟรนไชส์นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2543 ขยายตัวจาก 6-7 พันล้านบาท มาถึงขณะนี้อยู่ที่ราว 2 แสน 8 หมื่นกว่าล้านบาทและมีโอกาสที่จะเติบโตสู่ 3 แสนกว่าล้านในระยะเวลาใกล้ๆ  เมื่อมองสัดส่วนของธุรกิจแฟรนไชส์ปัจจุบันเรานับคร่าวๆ จะมีธุรกิจอยู่ประมาณ 500 กว่าธุรกิจขึ้นไป  ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณที่ยังไม่เพียงพอสำหรับนักลงทุน ซึ่งผู้ที่ต้องการลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์ จะพิจารณาทั้งในด้านของรูปแบบธุรกิจที่จะต้องแข่งขันได้ในระดับสากล  อีกทั้งมองถึงการขยายสาขาที่มีความเติบโตต่อเนื่อง

           ธุรกิจแฟรนไชส์ในประเทศไทยจากยุคแรก “ธุรกิจไขอาชีพ” สู่ยุคที่ 2 “Business format” สำหรับยุคต่อไป คือ การสร้างระบบอินเตอร์เนชั่นแนลแฟรนไชส์
(International Franchising)
ซึ่งในครั้งหน้าเราจะมาติดตาม  “ต้นสายปลายทางธุรกิจแฟรนไชส์ไทย (ตอนที่ 2)”ซึ่งจะว่าด้วยเรื่องของระบบ (Systematic) หรือ โครงสร้างที่เป็นระบบงานของระบบแฟรนไชส์กันต่อ