แฟรนไชส์ที่สามารถประสบความสำเร็จ

   การวางแผนการลงทุนในธุรกิจอื่นๆ โดยทั่วไป ที่มักจะเริ่มต้นจากการรวบรวมข้อมูล  เช่นเดียวกับการวางแผนธุรกิจในการสร้างระบบ หรือ ลงทุนในระบบแฟรนไชส์ เพราะข้อมูลให้ประโยชน์ต่อท่านในการตัดสินใจที่ถูกต้องว่าท่านควรจะจัดระบบแฟรนไชส์ธุรกิจของท่านอย่างไร

   แฟรนไชส์อาจจะเป็นเรื่องใหม่สำหรับหลายๆ คน  การหาข้อมูลต่างๆ ทั้งในด้านความรู้เบื้องต้นของแฟรนไชส์จะช่วยให้ เกิดความเข้าใจมากขึ้นว่า แฟรนไชส์เป็นอย่างไร เหมาะกับธุรกิจและการประเมินการลงทุนหรือไม่ ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์มาก คือข้อมูลของแฟรนไชส์บริษัทต่างๆ ที่มีอยู่ในระบบที่จะช่วยให้เราสามารถจะเรียนรู้ข้อดีและเสียจากผู้อื่นที่ทำมาแล้วว่าเป็นอย่างไร แฟรนไชซีหรือบุคคลทั่วไปให้ความสนใจหรือพอใจหรือไม่

   ข้อมูลเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นขนาดการลงทุนเป็นเท่าไร แฟรนไชซอร์นั้นสิทธิในชนิดต่างๆ อย่างไร รูปแบบการให้แฟรนไชส์เป็นชนิดไหน การสนับสนุนและการบริการมีมากน้อยเพียงใด รวมถึงสัญญาและระยะเวลามีเงื่อนไขอย่างไร  ทั้งหมดนี้หากมีข้อมูลมากเท่าใด ก็ย่อมช่วยให้สามารถพิจารณาเปรียบเทียบและตัดสินใจได้ง่ายขึ้นแต่ทั้งนี้ต้องอย่าลืม  การคัดเลือกแฟรนไชซีทั้งคุณสมบัติและเงินทุนด้วย เพราะเป็นเรื่องที่สำคัญกว่าเงินค่าสิทธิที่จะได้มาเสียอีก การเรียนรู้ธุรกิจด้านแฟรนไชส์จึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและต้องการการลงมือกระทำมากกว่าคิดหาเหตุและผลเพียงอย่างเดียว

ข้อสังเกต

   จากแนวโน้มที่ดีของระบบแฟรนไชส์ คุณภาพของนักลงทุนก็มีการพัฒนามากขึ้น ผู้ที่สนใจลงทุนในระบบแฟรนไชส์มีเงินทุนมีจำนวนมากขึ้น การลงทุนในระบบแฟรนไชส์ที่มีมูลค่าการลงทุนประมาณ 1-2  ล้านบาท โดยที่ธุรกิจมีความมั่นคงมีรายได้คงที่ จะได้รับความสนใจมากขึ้น การจัดการของแฟรนไชส์ซอร์เจ้าของธุรกิจที่มีให้กับผู้ร่วมทุนจะต้องมีการวางแผน และการดำเนินการต้องอาศัยความสัมพันธ์ที่ร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด รูปแบบการลงทุนที่จะต้องใช้เวลาในการคืนทุนระยะหนึ่ง ก็ควรจะต้องมีผลตอบแทนที่สูงพอ  และคุ้มกับความเสี่ยง นอกจากนั้นเมื่อมีการขยายสาขาของธุรกิจมากขึ้น ทำเลเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดทั้งในแง่ของค่าใช้จ่ายที่บังคับ พร้อมทั้งหายากมากขึ้น

   อย่างไรก็ตาม การดำเนินการธุรกิจระบบแฟรนไชส์มีความได้เปรียบกว่าการขยายตัวในระบบธุรกิจอื่น แต่ก็ยังเป็นธุรกิจที่จะต้องใช้เงินในการลงทุน ระบบแฟรนไชส์ถูกสร้างขึ้นเพื่อเน้นการใช้ความคิดเพื่อแก้ปัญหาข้อเสียในการขยายธุรกิจทั่วๆ ไป เมื่อใดก็ตามที่กระบวนการดำเนินธุรกิจกลายเป็นความเชี่ยวชาญ สามารถสร้างความสำเร็จได้อย่างต่อเนื่อง รูปแบบการลงทุนก็ย้ายรูปแบบจากการขยายธุรกิจธรรมดามาเป็นการลงทุนแบบใหม่ได้ ระบบแฟรนไชส์สามารถใช้กลุ่มสมาชิกเป็นผู้ลงทุนในสาขาที่ขยายกิจการ การดึงเอาประโยชน์ของระบบมาใช้ต้องระลึกเสมอว่า การลงทุนในธุรกิจแต่ละสาขาที่เกิดขึ้นเป็นเสมือนการใช้เงินของตัวเองลงทุน แฟรนไชส์ซอร์จะได้ใช้วิธีคิด วิธีตัดสินใจ อย่างระมัดระวังเหมือนการลงทุนที่ขยายต่อเนื่องนั้นเป็นการลงทุนด้วยตัวเองมากขึ้น

   ในแง่คิดดังกล่าวจะช่วยลดความเสี่ยงที่จะทำให้ความเสียหายของแฟรนไชส์ซีน้อยลง  แต่กลับมองเห็นความรับผิดชอบในเรื่องของชื่อเสียงที่เกิดจากความสำเร็จในการดำเนินการแต่ละสาขา การจัดการที่รอบคอบต้องไปด้วยกัน เพราะไม่ว่าร้านค้าจะเป็นการลงทุนจากบริษัทแม่หรือแฟรนไชส์ซีต่างก็อยู่ภายใต้ชื่อเดียวกัน  เมื่อการทำแฟรนไชส์ให้ประสบความสำเร็จต่อเนื่องร้านที่กระจายเป็นสาขา จะเป็นตัวหล่อหลอมตัวเองความเข้มแข็งของตราและความเชื่อถือให้มีส่วนดึงเอาความต้องการในการลงทุนของตลาดออกมา

   ข้อเสียของระบบแฟรนไชส์ ก็คือ เป็นกับดักของความอยาก เนื่องจากการเติบโตด้วยความรวดเร็ว จะทำให้ผู้ประกอบการอยากใหญ่ขึ้นในสายงานธุรกิจ ในประเภทสินค้านั้นๆ การเร่งขยายงานที่ขาดคุณภาพ ขาดความพร้อมในการบริหารงาน การเร่งขยายเพียงต้องการภาพของความยิ่งใหญ่คือปัญหาอย่างหนึ่งที่ทำให้ระบบแฟรนไชส์หลายแห่งต้องปิดตัวลง

   แฟรนไชส์ ที่สามารถประสบความสำเร็จได้ส่วนใหญ่มาจาก การคัดเลือกบุคลากรเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง

ของระบบงานได้ดี ผู้ที่เป็นแฟรนไชส์ซีจะมีบทบาทสำคัญในการสร้างธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ ลักษณะบางอย่างของการเป็นบุคคลที่ทุ่มเทต่อการทำงานเข้าใจวิธีการทำงานร่วมกับผู้อื่นเป็นสิ่งที่ระบบธุรกิจแฟรนไชส์ต้องการอย่างมาก เท่าที่สังเกตพบว่าลักษณะของคนที่ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจแฟรนไชส์ซี มีสิ่งบ่งบอกได้ดังนี้

  1. มีความมั่นใจในตัวเอง ความมุ่งมั่นสู่การเรียนรู้ ทำให้เกิดความเข้าใจในธุรกิจได้เร็ว
  2. มีความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ การทำงาน และการร่วมมือในกิจกรรมต่างๆ
  3. มีประสบการณ์กับบริษัทใหญ่ๆ มาก่อน ซึ่งอาจไม่จำเป็นเท่าไร เนื่องจากผู้ที่เข้าใจระบบงานอาจจะมาจากองค์กรเล็กๆก็ได้ แต่สิ่งที่สำคัญคือ การรู้จักทำงานกับระบบองค์กรที่มีขั้นตอน มีการให้ความสำคัญกับงานเอกสารบ้าง การเข้าร่วมการประชุมการออกความคิดเห็น จะทำให้เกิดความเข้าใจและช่วยให้สามารถประสานงานได้ลุล่วงได้ง่ายขึ้น
  4. รู้จักพัฒนาบุคลากรเมื่อต้องสร้างทีมงานของตนเองขึ้น การถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องมีการนำไปสู่การสร้างบุคคลากรใหม่ที่เข้ามาร่วมงาน
  5. เคยเป็นเจ้าของธุรกิจมาก่อน ข้อนี้อาจเหมือนข้อ 3 ซึ่งอาจไม่จำเป็นเท่าไร แต่การที่เคยเป็นเจ้าของธุรกิจจะทำให้สามารถรับสภาพบางอย่างที่การเป็นลูกจ้างไม่เคยเข้าใจมาก่อน เช่น การบริหารเงินหมุนเวียนในกิจการ การลงมือจัดการงานด้วยตัวเองอย่างทุ่มเท
  6. มีความอดทนต่อความเครียดต่างๆ การทำงานทุกอย่างโดยเฉพาะสภาพของการเป็นเจ้าของธุรกิจที่เสี่ยงต่อกำไรขาดทุนเป็นความเครียดที่ต้องมีการจัดการให้สามารถปรับตัวกับสภาพความเป็นจริงได้
  7. มีเงินทุน ธุรกิจแฟรนไชส์มีการลงทุนมากกว่าธุรกิจที่สร้างขึ้นทีละเล็กทีละน้อยในระยะแรก ดังนั้นผู้ที่จะลงทุนในระบบงานแฟรนไชส์ต้องมีเงินทุนหมุนเวียน และเงินทุนเพื่อการลงทุนด้วย
  8. มีความสามารถในการรับนโยบาย การเข้าใจงานที่ต้องอาศัยการประสานงานระหว่างองค์กรหลายหน่วยต้องมีความเข้าใจหลักการทำงาน และสามารถคิดงานในรายละเอียดต่อเนื่องเพื่อรองรับนโยบายต่างๆให้ได้
  9. มีความเต็มใจในการทำงานหนัก ไม่มีธุรกิจใดที่จะประสบความสำเร็จโดยขาดข้อนี้
  10. มีความสามารถในการขาย เพราะธุรกิจของงานแฟรนไชส์ก็คือ การขายสินค้าและบริการได้และความสามารถในการขายทำให้ธุรกิจเจริญเติบโต สร้างลูกค้าต่อเนื่องได้

   เรียงข้อคุณสมบัติมาทั้งหมดแล้วเหมือนเขียนเอาไว้ขู่  พออ่านทบทวนดูก็ได้อึ้งไปพัก เพราะประการแรกการที่จะหาบุคคลที่มีลักษณะดังกล่าวได้นั้นยากจริงๆ ถ้ามีก็สงสัยจะเป็นซุปเปอร์แมนไม่ใช่ก็ใกล้เคียงครับ ทั้ง 10ข้อ ดังกล่าวถ้าใครมีได้ ทำอะไรก็เจริญครับ ระบบงานแฟรนไชส์ต้องการผู้ที่เข้าใจในการทำงานในองค์กร เน้นการประสานงานเป็นเรื่องสำคัญ นักลงทุนแฟรนไชส์บางครั้งก็มีสภานะภาพก้ำกึ่งระหว่างการเป็นเจ้าของธุรกิจเอง และ การเป็นหน่วยหนึ่งในองค์กร ที่ต้องจัดการงานตามระเบียบที่จัดวางไว้ด้วย

   เมื่อเร็วๆ นี้ต้องขอบอกว่า หน่วยงานรัฐเองก็เริ่มมองเห็นสถิติอัตราการเจริญเติบโตสูงขึ้นเรื่อยๆ ของระบบแฟรนไชส์เหล่านี้เป็นเครื่องเร่ง เพราะถ้าช้าไปกว่านี้ระบบทั้งระบบอาจเสียหายหรือเกินกว่าที่เราจะมาวางกฎเกณฑ์ก็เป็นได้ หน่วยงานที่ว่าคือ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ที่รับโอนงานการวางแนวทางของกฎหมายด้านแฟรนไชส์นี้มาจาก กรมการค้าภายใน การทำงานเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ใช้เวลาในการศึกษาเทียบเคียงและเชิญผู้เชี่ยวชาญมาให้ความคิดเห็น รวมถึงคำนึงประเด็นของผู้ประกอบการเก่าที่ดำเนินธุรกิจในรูปแบบนี้อยู่แล้ว และก็คงเป็นข่าวดี ที่กระบวนการดังกล่าวที่เรียกว่า การยกร่างได้แล้วเสร็จสิ้นลง ต่อไปก็คงถึงกระบวนการของการนำเสนอคณะกรรมการต่างที่เกี่ยวข้องรวมไปถึง ขั้นตอนของกฤษฎีกาที่ต้องพิจารณาก่อนผ่านกฎหมายออกมา   หลักการใหญ่ที่เป็นเนื้อหาสำคัญก็คือ  ธุรกิจที่จะต้องการขายธุรกิจในระบบแฟรนไชส์นั้นจะต้องมีการขึ้นทะเบียนแน่ชัด เพื่อง่ายในการติดตาม แน่นอนคนที่จะขึ้นทะเบียนเหล่านั้นได้ก็ต้องมีการปฏิบัติตามเกณฑ์ที่พึงปฏิบัติที่ถูกออกแบบให้ผลักดันธุรกิจที่ต้องการขึ้นทะเบียนมีแนวทางการจัดการระบบแฟรนไชส์ได้ดีขึ้น มีมาตรฐานและตรวจสอบได้ สำคัญคือ เน้นในเรื่องการให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับผู้สนใจลงทุนก่อนที่จะตัดสินใจเซ็นสัญญายอมรับเงื่อนไขต่างๆ ซึ่งเมื่อใดก็ตาม ทุกฝ่ายได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง การตัดสินใจบนแนวทางหรือจุดสำคัญที่ต้องคำนึงจะไม่ถูกละเลยไป ก็คงจะช่วยลดปัญหาความเดือดร้อนของทั้งสองฝ่ายลงไปได้ แน่นอนครับถ้าเป็นกฎหมายแล้วไม่ทำตามก็ต้องมีบทลงโทษ หนักเบาต่างกันตามวาระไป อีกซักปีสองปีถ้าไม่ไปแท้งกลางทางคงได้พบกับความก้าวหน้าของการพัฒนาแฟรนไชส์ของประเทศเราเต็มรูปแบบมากขึ้น แม้ว่าวันนี้กติกาต่างๆ ที่ต้องมีการบังคับควบคุมเข้ามายังไม่คลอดเป็นตัวตนแต่หลักการที่ว่าต้องให้แต่ละฝ่ายได้ข้อมูลที่ดีมากพอก่อนที่จะตัดสินใจก็จะยังเป็นหลักการให้เราทุกคนได้ลงมือศึกษาให้ดีเสียก่อน

   ก็ถึงเวลาที่แฟรนไชส์ซอร์ก็ต้องพร้อมปรับตัว แฟรนไชส์ซีก็ต้องค้นคว้าหาข้อมูลก่อนลงทุน ลงมือทำกันเสียแต่วันนี้ไม่ต้องรอใครมาจี้บังคับ เรื่องดีๆ ก็เกิดขึ้นได้ ปัญหาจะได้ลดลงไง….แล้วก็จะได้ทำให้ต่างคนต่างก็รวยได้อย่างมีเหตุและผลนะครับท่านผู้อ่าน